Wednesday, March 19, 2025

นิทาน

 นิทานเงือกน้อยผจญภัย

https://baby.kapook.com/view255432.html

นิทานอีสป เรื่อง จิ้งจอกกับแพะ

https://baby.kapook.com/view278059.html

การเรียนครั้งที่12

การเล่นสำหรับเด็กคือ การแสดงออกทางกายภาพ ผ่านประสบการณ์ และจินตนาการ ของตัวเด็ก ผสมผสานทักษะการสื่อสาร สะท้อนออกมาเป็นรูปแบบของการเล่น ทั้งเล่นคนเดียว และเล่นเป็นกลุ่ม ดังนั้น การเล่นจึงเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างทักษะ และ ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ได้ง่ายที่สุด ผู้ปกครองหลายคนจึงรู้ว่าการเล่นนั้น มีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก และ มีประโยชน์มากมาย แต่โดยปกติ เรามักจะไม่ค่อยเชื่อมโยงการเล่น กับการเรียนรู้ เลยอาจจะมีบางครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ โดยเน้นให้เวลากับการพัฒนาทักษะทางวิชาการ มากกว่าการเล่น เช่น การฝึกจำตัวอักษร การนับ การอ่าน การเขียน ฯลฯ ในบางครอบครัว ที่มีผู้สูงอายุเป็นผู้ดูแลเด็ก บ่อยครั้งที่มีผู้ปกครองมาปรึกษาครูแหม่ม ก็จะพบเจอกับปัญหาเดียวกัน คือ ปู่ ย่า ตา ยาย จะคอยห้ามปรามไปเสียทุกอย่าง เมื่อเด็กจะรื้อหรือเล่นอะไร เพราะอาจต้องคอยตามเก็บของเล่นอยู่ตลอดเวลา และเขาอาจจะมีความเชื่อว่า การเล่นของเด็ก เป็นเพียงการเล่นเพื่อให้ได้ความสนุกสนาน ไม่ได้ความรู้อะไร และไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการเล่นสำหรับเด็กวัยอนุบาล ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการเรียนรู้ผ่านการเล่นมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กอย่างแท้จริง

พัฒนาการเด็ก คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงลักษณะและพฤติกรรมที่มีทิศทางและรูปแบบที่แน่นอน จากช่วงระยะเวลาหนึ่งไปสู่อีระยะหนึ่ง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ จนสู่วุฒิภาวะ ซึ่งก็คือ การบรรลุถึงขั้นการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของบุคคลในระยะใดระยะหนึ่ง และพร้อมที่จะทำกิจกรรมอย่างนั้น ทำให้เพิ่มความสามารถของบุคคล ให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถทำหน้าที่ที่สลับซับซ้อนยุ่งยากได้ ตลอดจนเพิ่มทักษะใหม่และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะใหม่ของบุคคลผู้นั้น

Wednesday, March 12, 2025

การเรียนครั้งที่11

การเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Approach)

 

ความเป็นมา 

            มอนเตสซอรี่เป็นแนวทางการศึกษาหนึ่งที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ความสำคัญกับศักยภาพของแต่ละบุคคล พัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวมทั้งทางด้านสติปัญญา ร่างกายจิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเริ่มต้นโดย แพทย์หญิงมาเรีย มอนเตสซอรี่ แพทย์ชาวอิตาเลียน วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2450 หรือ ค.ศ. 1907 เป็นวันเริ่มเปิดโรงเรียนแห่งแรกของแพทย์หญิงมาเรีย มอนเตสซอรี่ (Casa dei Bambini โดยมอนเตสซอรี่ช่วยเหลือในการจัดการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาสกลุ่มหนึ่ง และโรงเรียนแห่งนี้ คือจุดเริ่มต้นของการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่

            มอนเตสซอรี่ สังเกตเด็กในสภาพที่เป็นจริงของเด็ก ไม่ใช่สภาพที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น จากการสังเกตเชิงวิทยาศาสตร์ ดังกล่าว จึงได้พัฒนาวิธีการสอน การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์การสอนต่าง ๆขึ้นมา และนำแนวคิดนี้มาจัดการศึกษาให้กับเด็กอย่างจริงจังที่โรงเรียน Casa dei Bambini จนทำให้เกิดความเข้าใจตัวเด็ก และได้พัฒนาวิธีการสอนให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น วิธีการสอนแบบมอนเตสซอรี่ได้แพร่หลายไปทั่วโลกมาเป็นเวลา 100 กว่าปี จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากการสอนแบบมอนเตสซอรี่สามารถนำไปใช้ได้กับเด็กทุกกลุ่มทุกยุค และทุกสมัย

แนวคิดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่

            การสอนแบบมอนเตสซอรี่ เป็นแนวคิดที่คำนึงถึงเด็กเป็นหลัก จัดการเรียนการสอนตามความสนใจ ความต้องการและการมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เด็กมีโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาด นำข้อผิดพลาดดังกล่าวมาพิจารณา และวิเคราะห์เพื่อแสวงหาวิธีการที่ดีที่สุดจนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองภายใต้ความมีอิสระ เด็กได้ใช้จิตของตนในการซึมซับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเกิดความอยากรู้อยากเห็น และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจนเด็กเกิดการพัฒนาการทุก ๆ ด้าน การสอนแบบมอนเตสซอรี่สามารถพัฒนาเด็กตั้งแต่วัยทารกจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทุกกลุ่ม ทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และเด็กปกติ

วิธีการสอนตามแนวคิดมอนเตสซอรี่ เริ่มจาก การสังเกตเด็ก ศึกษาพัฒนาการ ความต้องการ และความสนใจของเด็ก โดยคำนึงว่า...

            1. เด็กทุกคนมีความแตกต่าง

            2. เด็กมีความอยากรู้อยากเห็น และจะแสวงหา

            3. ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ

            4. เด็กอยากทดลอง

            5. เด็กอยากเรียนรู้กิจกรรมใหม่ ๆ

            6. ความสนใจของเด็กเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ และพัฒนาการ

 

หลักการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ 

            1. เด็กควรได้รับการยอมรับนับถือ (Respect for the Child) เด็กควรได้รับการยอมรับนับถือในสภาพที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่และได้รับการยอมรับว่าเด็กแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะ และมีความแตกต่างกัน ดังนั้น ควรจัดการศึกษาให้เด็กแต่ละคนตามความสามารถ และความต้องการตามธรรมชาติของเขา โดยการพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สัมพันธ์กับพัฒนาการและความต้องการของเด็ก

            2. เด็กมีจิตที่ซึมซับได้ (Absorbent Mind) จิตของเด็กเปรียบเหมือนฟองน้ำ และสามารถซึมซับข้อมูลต่าง ๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเข้าไปในจิตของตนเองได้ กระบวนการนี้จะเห็นได้ชัดจากการที่เด็กสามารถซึมชับภาษาที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของเด็กได้เองโดยไม่ต้องมีการสอนอย่างเป็นทางการ

            3. ช่วงวิกฤติแห่งการเรียนรู้ (Sensitive Periods) เด็กในวัยปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการเรียนรู้ โดยเด็กสามารถเรียนทักษะเฉพาะอย่างได้ดีในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น ครูจึงควรสังเกตเด็ก และใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับช่วงวิกฤติแห่งการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน    

            4. การเตรียมสภาพแวดล้อม (Prepared Environment) เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่ได้จัดเตรียมไว้อย่างมีจุดมุ่งหมาย และเปิดโอกาสให้เด็กมีอิสระในการทำกิจกรรมในสภาพแวดล้อมที่จัดเตรียมแล้วนั้น เด็กจะมีโอกาสทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจของตนเอง ซึ่งทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่ทำ

            5. การศึกษาด้วยตนเอง (Self-Education) จากการมีอิสระในสิ่งแวดล้อมที่จัดเตรียมไว้แล้วอย่างสมบูรณ์เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และเรียนรู้ระเบียบวินัยของชีวิตผ่านการมีอิสรภาพในการทำงาน มีโอกาสแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเอง และมองเห็นความสามารถในการศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเองภายใต้สถานการณ์ที่กำหนดให้ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นใจในตนเอง ตลอดจนการให้ความร่วมมือในกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไป





เทคนิคการสอน

สื่อ

เพลง

คำคล้อ

ปริศนาคำทาย

เด็กอนุบาลเรียนรู้อย่างไร

ประสบการณ์

วิธีการเรียรู้

โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยการเล่น 

เพลงเด็ก เพลงไม่ใช่ลูกลิง

เพลงเด็ก เพลงไม่ใช่ลูกลิง
เอามือวางไว้ที่หัวช่างหน้ากลัวหน้ากลัวจริงๆ
เอามือวางไว้ที่ไหล่ช่างไฉไลไฉไลจริงๆ
เอามือวางไว้ที่อกช่างตลกตลกจริงๆ 
เอามือวางไว้บนตักช่างน่ารัก น่ารักจริง ๆ
เด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซน พวกเราทุกคน.ไม่ใช่ลูกลิง

Wednesday, March 5, 2025

การเรียนครั้งที่10



การจัดการเรียนการสอนในเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งในด้านการเรียนรู้ทางวิชาการและทางอารมณ์ ดังนั้นการเลือกใช้ทฤษฎีหรือวิธีการสอนที่เหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็กๆ และสามารถนำไปต่อยอดในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Project Approach เป็นหนึ่งในวิธีการสอนที่ได้รับความนิยมมากในการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัย เพราะมันให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้และสามารถเชื่อมโยงกับความสนใจของพวกเขาเองได้อย่างดี วิธีนี้จะเริ่มจากการสำรวจสิ่งที่เด็กๆ สนใจในชีวิตประจำวันและสร้างโอกาสให้พวกเขาเลือกหัวข้อที่ต้องการศึกษาหรือค้นคว้าเพิ่มเติม โดยผ่านการอภิปรายและการลงมติกันภายในห้องเรียน ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ รู้สึกมีส่วนร่วมและตัดสินใจร่วมกันกับเพื่อนๆ

นอกจากนี้ การเลือกกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์และกิจกรรมประดิษฐ์เป็นอีกหนึ่งส่วนที่สำคัญ เพราะเด็กจะได้พัฒนาทักษะการใช้มือและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาอารมณ์และจิตใจของเด็กในวัยนี้ โดยกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกันเป็นทีม และการพัฒนาความสามารถในการแสดงออกผ่านศิลปะ

การจัดกิจกรรมในลักษณะนี้จะช่วยให้เด็กมีความสุขกับการเรียนรู้และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในชีวิตจริงได้ โดยไม่เพียงแค่จำข้อมูล แต่ยังสามารถอธิบายหรือเล่าให้ผู้ปกครองฟังได้ว่าเด็กๆ ได้เรียนรู้อะไรบ้างในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองสามารถเห็นการพัฒนาของเด็กและเข้าใจว่าการเรียนรู้ของพวกเขาก้าวหน้าไปในทางไหนบ้าง








 

การเรียนครั้งที่9

คลิปวิดีโอการสอน

 https://drive.google.com/drive/folders/1a7gfcOE4L7ChUPmui69T-tlosS1Z0Dmf?usp=sharing

Saturday, March 1, 2025

การเรียนครั้งที่8

 

 ในการเรียนครั้งนี้อาจารย์ให้สื่อ การทำ สื่อคำคล้องจอง เป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างทักษะภาษาและการออกเสียงของเด็กๆ โดยการใช้คำที่มีเสียงคล้องจองกัน เพื่อให้เด็กจำได้ง่ายและสนุกกับการเรียนรู้ คำคล้องจองสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนในหลายหัวข้อ เช่น ยานพาหนะ, ความปลอดภัยในการใช้ยานพาหนะ หรือการเดินทาง

Wednesday, February 19, 2025

การเรียนครั้งที่7

 



ในคาบนี้อาจารย์ให้ทำสื่อการสอนกิจกรรมเสริมประสบการณ์ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ยานพาหนะ สามารถสร้างสื่อการสอนได้หลากหลายประเภท เช่น การทำสื่อภาพ, สื่อของเล่น, หรือแม้แต่สื่อการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเข้าใจเนื้อหาของยานพาหนะได้ดียิ่งขึ้น ในการสร้างสื่อการสอนให้เหมาะสมกับเด็กอนุบาลในคาบถัดไป

Wednesday, February 5, 2025

การเรียนครั้งที่ 6



การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองและการพัฒนาความสามารถในระหว่างการฝึกสอนเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต โดยการใช้กระดาษที่แบ่งช่อง 2 ช่อง ช่วยให้คุณสามารถสรุปและจัดการสิ่งที่คุณมีและสิ่งที่คุณต้องการพัฒนาได้อย่างชัดเจน

สรุปความรู้เพิ่มเติมจากการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง:

  1. ต้นทุนที่คิดว่าตนเองมี:

    • ทักษะการใช้เทคนิคการสอนโดยใช้นิทาน: การใช้เรื่องเล่าและนิทานในการสอนสามารถช่วยให้เด็กๆ เข้าถึงบทเรียนได้ง่ายขึ้น สร้างความสนุกสนานและกระตุ้นจินตนาการ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีในการสอนให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และเข้าใจเนื้อหามากขึ้น

  2. สิ่งที่ต้องหาเพิ่ม:

    • การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบอื่นๆ: นอกจากการใช้นิทานแล้ว คุณต้องเพิ่มทักษะในการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย การจัดกิจกรรมที่มีส่วนร่วมจากเด็กๆ หรือการใช้เทคนิคที่กระตุ้นการคิดวิเคราะห์ เช่น การตั้งคำถามหรือการจัดกิจกรรมกลุ่ม เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้จากหลายๆ วิธีและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

แนวทางการพัฒนาในช่วง 4-5 เดือน (ปี 4):

  • เพิ่มทักษะการใช้สื่อการสอนอื่นๆ เช่น วิดีโอ, เกมการศึกษา, หรือการใช้สื่อออนไลน์

  • พัฒนาทักษะการจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมจากเด็ก เช่น การตั้งคำถามที่กระตุ้นการคิด หรือกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

  • เรียนรู้การใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการและลักษณะการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน


 

Wednesday, January 29, 2025

การเรียนครั้งที่5




https://www.facebook.com/story.phpstory_fbid=10228654253603215&id=1291733539&rdid=bXjHNcIhP74KZo7a&dl_redirect=1#no_universal_links 

การเรียนออนไลน์ในวันนี้เรียนผ่าน Zoomเพื่อรักษาความปลอดภัยของทุกคนและยังสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเรียนในวันนี้เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนและการเชื่อมโยงกับความรู้เดิมของเด็กๆ เป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

การตั้งคำถามเพื่อรับรู้ความรู้เดิมของเด็กๆ เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการกระตุ้นการคิดและการเรียนรู้ของเด็กในหัวข้อที่กำลังสอน ตัวอย่างคำถามที่สามารถใช้เมื่อสอนเรื่องมะละกอเพื่อเข้าใจความรู้เดิมของเด็กๆ ได้แก่:

  1. "เคยเห็นมะละกอหรือเปล่า? มะละกอมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร?"
    คำถามนี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้สะท้อนถึงประสบการณ์ที่เคยพบเจอหรือเห็นเกี่ยวกับมะละกอ และสามารถนำไปสู่การอภิปรายเกี่ยวกับลักษณะของมัน

  2. "มะละกอสุกและมะละกอดิบต่างกันอย่างไร?"
    คำถามนี้กระตุ้นให้เด็กๆ เริ่มคิดถึงความแตกต่างระหว่างมะละกอสุกกับมะละกอดิบในด้านรสชาติ สี หรือการใช้ประโยชน์ ซึ่งจะช่วยเสริมความเข้าใจในลักษณะทางชีวภาพของผลไม้

  3. "ทำไมมะละกอมีสีเหลือง?"
    คำถามนี้ช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ ได้คิดถึงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนสีของผลไม้เมื่อสุก เช่น กระบวนการที่เรียกว่า "การสุก" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตสารสีจากการเปลี่ยนแปลงภายในผลไม้

  4. "ทำไมมะละกอถึงมีเมล็ดเยอะ?"
    คำถามนี้ช่วยให้เด็กๆ คิดถึงฟังก์ชันของเมล็ดในกระบวนการเจริญเติบโตของต้นมะละกอ และการที่มะละกอมีเมล็ดหลายเมล็ดเป็นกลยุทธ์ในการขยายพันธุ์

การตั้งคำถามเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กๆ คิดและเชื่อมโยงความรู้เดิมของตัวเองกับสิ่งที่เรียนรู้ในปัจจุบัน แต่ยังช่วยกระตุ้นการสำรวจและการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับโลกธรรมชาติรอบตัวพวกเขา.


 

Tuesday, January 14, 2025

การเรียนครั้งที่ 4



 การทำ Mapping สำหรับการจัดการเรียนการสอนในหน่วย "ยานพาหนะ" เป็นการสร้างแผนการสอนที่ชัดเจนและสามารถปรับใช้ได้ตามข้อเสนอแนะของอาจารย์หลังจากที่ได้รับการประเมิน ในการจัดทำแผนการเรียนรู้ตามแบบ Mapping นี้ เราจะทำการจัดกิจกรรมในแต่ละวันให้มีเนื้อหาที่หลากหลายและสอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็ก โดยจะรวมถึงการเลือกเนื้อหาที่จะสอน, วิธีการจัดการเรียนรู้, สื่อที่ใช้ และกิจกรรมเสริมที่เด็กจะได้ทำ

Tuesday, January 7, 2025

การเรียนครั้งที่ 3

 คลิปร้องเพลง


"แม่ไก่ ออกไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง
แม่ไก่ของฉันไข่ทุกวัน 1 วันได้ไข่ 1 ฟอง
                                2 วันได้ไข่ 2 ฟอง"
  • เพลงเด็กอนุบาล: เพลงสำหรับเด็กอนุบาลมักจะมีเนื้อเพลงที่สั้นๆ จังหวะสนุกสนาน และสามารถสอนคำศัพท์หรือแนวคิดต่างๆ เช่น สี, ตัวเลข, สัตว์, อารมณ์ และอื่นๆ เพลงเหล่านี้ช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางด้านการฟัง การพูด และการจำของเด็ก

  • ประเภทของเพลง:

    • เพลงสำหรับการเรียนรู้: เช่น เพลงเกี่ยวกับตัวอักษร, ตัวเลข, วันในสัปดาห์, สัตว์ เป็นต้น

    • เพลงเกี่ยวกับกิจกรรม: เช่น เพลงเกี่ยวกับการล้างมือ, การจัดเตียง, การช่วยเหลือเพื่อน

    • เพลงที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์: เช่น เพลงที่ใช้จินตนาการ เช่น "มด" หรือ "ผีเสื้อ"

    • เพลงเพื่อฝึกทักษะทางสังคม: เพลงที่ช่วยในการสร้างความร่วมมือและการแบ่งปันในกลุ่มเพื่อน

  • ประโยชน์ของเพลงในระดับอนุบาล:

    • พัฒนาทักษะการฟังและพูด: เพลงช่วยให้เด็กฝึกการฟังและการพูด พร้อมเรียนรู้คำศัพท์ใหม่

    • พัฒนาความจำ: เพลงช่วยให้เด็กจำคำศัพท์หรือบทเรียนต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

    • พัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม: เพลงสามารถช่วยเด็กในการแสดงออกทางอารมณ์และสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ

    • ส่งเสริมการเคลื่อนไหว: เพลงมักมีการเคลื่อนไหวประกอบซึ่งช่วยพัฒนากล้ามเนื้อและการประสานงานระหว่างสมองและร่างกาย


  • Tuesday, December 17, 2024

    การเรียนครั้งที่ 2


    การพัฒนาเด็กให้มีศักยภาพทั้ง 4 ด้านเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีทักษะชีวิตที่สมบูรณ์และสามารถเผชิญกับความท้าทายในชีวิตได้อย่างมีความสุขและสำเร็จ โดยทั่วไปแล้ว การพัฒนาเด็กสามารถแบ่งเป็น 4 ด้านหลักๆ ได้แก่

     1.ด้านร่างกาย (Physical Development)

    การพัฒนาทักษะทางร่างกาย การฝึกทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน เช่น การวิ่ง กระโดด ปีนป่าย การจับของต่างๆ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความคล่องแคล่ว และการพัฒนากล้ามเนื้อทั้งใหญ่และเล็ก

     การดูแลสุขภาพ ส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยการรับประทานอาหารที่ดี การนอนหลับอย่างเพียงพอ และการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและพร้อมที่จะเรียนรู้

     2.ด้านอารมณ์และจิตใจ (Emotional and Psychological Development)

    การเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง การให้กำลังใจเด็กในทุกๆ ความพยายามและความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในการแสดงออกและกล้าคิดค้นสิ่งใหม่ๆ

    การฝึกควบคุมอารมณ์ เด็กควรได้รับการสอนวิธีจัดการกับอารมณ์ เช่น การควบคุมอารมณ์โกรธ ความกลัว หรือความเศร้า เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการกับความรู้สึกต่างๆ ได้ดีในสถานการณ์ต่างๆ

    การพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคม การเรียนรู้การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มเพื่อน การแสดงออกถึงความรักและการช่วยเหลือกัน

     3. ด้านสติปัญญา (Cognitive Development)

      การพัฒนาทักษะการคิด การส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ เช่น การเล่นที่กระตุ้นให้คิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การตั้งคำถาม

       การเรียนรู้และทักษะการอ่านเขียน การพัฒนาเด็กให้มีทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ การอ่าน การเขียน และการคำนวณ ซึ่งจะช่วยให้เด็กเตรียมตัวสำหรับการเรียนในระดับที่สูงขึ้น

       การส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์ การให้เด็กได้ทดลองเรียนรู้จากการทำสิ่งต่างๆ เช่น การเล่นในกิจกรรมต่างๆ ที่กระตุ้นให้เด็กได้คิดและพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยตนเอง

     4.ด้านสังคม (Social Development)

      การฝึกทักษะทางสังคม ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้การสื่อสารที่ดี การร่วมมือกับผู้อื่น การแบ่งปัน การทำงานเป็นทีม และการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น

    การสอนมารยาทและความรับผิดชอบ การให้เด็กเรียนรู้ความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางสังคม เช่น การขอโทษเมื่อทำผิด การขอบคุณเมื่อได้รับสิ่งดีๆ

    การเสริมสร้างความเข้าใจในความหลากหลาย: สอนให้เด็กเคารพความแตกต่างของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เชื้อชาติ หรือวัฒนธรรม เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีความเข้าใจและสามารถปรับตัวในสังคมได้ดี

     การบูรณาการทั้ง 4 ด้านเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต:

    การพัฒนาเด็กที่มีศักยภาพทั้ง 4 ด้านนี้จะช่วยให้เด็กเติบโตเป็นบุคคลที่มีทักษะชีวิตที่สมบูรณ์และพร้อมเผชิญกับโลกในทุกๆ ด้าน โดยสิ่งสำคัญคือการบูรณาการการพัฒนาเหล่านี้เข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การส่งเสริมให้เด็กๆ ทำกิจกรรมที่กระตุ้นทั้งร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และสังคม เช่น การเล่นเกมที่ต้องใช้การคิด วิเคราะห์ ทำงานเป็นทีม และยังมีการฝึกควบคุมอารมณ์ในระหว่างกิจกรรม ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาได้อย่างครบถ้วนในทุกๆ ด้าน

    การพัฒนาเด็กให้มีศักยภาพทั้ง 4 ด้านนี้จะช่วยให้เด็กๆ กลายเป็นคนที่มีทักษะชีวิตที่ดี และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จค่ะ




    Tuesday, December 10, 2024

    การเรียนครั้งที่1

     การสอนแบบเบรนสตรอม

    การเรียนรู้แบบบูรณาการ พัฒนาการในการแต่ละด้าน เนื้อหาสาระ 

    พัฒนาการมาประเมินเหมาะสมและสอดคล้องและตรงกับที่เด็กทำได้

     1. การเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated Learning)

    การเรียนรู้แบบบูรณาการหมายถึง การเชื่อมโยงความรู้จากหลายสาขาวิชาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่หลากหลายและสมบูรณ์ การเรียนรู้ในลักษณะนี้จะช่วยให้เด็กสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ต่างๆ เช่น การรวมเอาความรู้จากวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ หรือภาษามาประยุกต์ใช้ร่วมกันในกิจกรรมต่างๆ

    ตัวอย่างการเรียนรู้แบบบูรณาการสำหรับเด็กปฐมวัย

    - การเรียนรู้เรื่อง "ต้นไม้" สามารถผสมผสานการเรียนรู้จากหลายด้าน เช่น การศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (การเจริญเติบโตของต้นไม้), การเรียนรู้ด้านศิลปะ (การวาดรูปต้นไม้), และการใช้คณิตศาสตร์ (การนับใบหรือจำนวนต้นไม้)

    - การเรียนรู้เกี่ยวกับ "สัตว์" อาจเชื่อมโยงกับการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ วิทยาศาสตร์ (ลักษณะของสัตว์) และการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม (สัตว์ในธรรมชาติ)

     2. พัฒนาการในแต่ละด้าน (Child Development Areas)

    เด็กในวัยปฐมวัย (3-6 ปี) จะมีการพัฒนาในหลายๆ ด้าน ซึ่งในแต่ละด้านจะมีจุดมุ่งหมายที่ช่วยให้เด็กเติบโตไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์และมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่ดีขึ้น

    **พัฒนาการที่สำคัญในเด็กปฐมวัย:**

    1. ด้านร่างกาย (Physical Development)

       - พัฒนาการด้านร่างกายในเด็กจะเห็นการเติบโตของระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และประสาท

       - เด็กจะเริ่มมีทักษะในการทำกิจกรรมทางกาย เช่น การวิ่ง กระโดด ขี่จักรยาน

       - การประสานงานระหว่างมือและตาจะดีขึ้น เช่น การใช้มือจับปากกาหรือทำงานศิลปะ

    2. ด้านสติปัญญา (Cognitive Development)

       - พัฒนาการทางความคิดและความเข้าใจ เริ่มจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านการสัมผัสและการสำรวจ

       - เด็กจะเริ่มคิดอย่างมีเหตุผล และสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้เข้ากับชีวิตประจำวันได้

       - พัฒนาการทางภาษาก็เป็นส่วนหนึ่งในด้านนี้ โดยเด็กจะเริ่มพูดเป็นประโยคยาวๆ และเข้าใจการใช้คำ

    3. ด้านอารมณ์และสังคม (Emotional and Social Development)

       - เด็กจะเริ่มเข้าใจอารมณ์ของตัวเองและของผู้อื่น เช่น การแสดงความรัก ความสุข หรือความโกรธ

       - เด็กเรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การแชร์ การเล่นร่วมกัน และการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

       - เริ่มพัฒนาความมั่นใจในตัวเองและการจัดการกับความเครียด

    4. ด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบ (Moral and Responsibility Development)

       - เด็กเริ่มเรียนรู้เรื่องของความถูกต้องและความผิด การทำสิ่งที่ดี เช่น การช่วยเหลือผู้อื่น

       - มีการเรียนรู้เรื่องของการตัดสินใจและผลที่เกิดจากการกระทำ

     3. การประเมินพัฒนาการของเด็ก (Child Development Assessment) 

    การประเมินพัฒนาการของเด็กในวัยปฐมวัยจะช่วยให้เราทราบถึงความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละด้านและจะช่วยให้ครูหรือผู้ดูแลสามารถวางแผนการสอนที่เหมาะสมต่อพัฒนาการของเด็กได้

    **วิธีการประเมินพัฒนาการของเด็ก:**

    1. การสังเกต (Observation)

       - เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการประเมินพัฒนาการของเด็ก โดยการสังเกตพฤติกรรมและกิจกรรมที่เด็กทำ

       - ครูสามารถใช้สมุดบันทึกหรือแบบประเมินเพื่อบันทึกการกระทำของเด็กในแต่ละวัน

    2. การประเมินผ่านกิจกรรม (Activity-Based Assessment)

       - ใช้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น การทำงานศิลปะ การเล่นเกม การร้องเพลง

       - สังเกตว่าเด็กสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีแค่ไหน และแสดงความคิดสร้างสรรค์อย่างไร

    3. การประเมินแบบเชิงเปรียบเทียบ (Norm-Referenced Assessment)

       - ใช้การประเมินเพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการของเด็กกับเด็กในกลุ่มเดียวกันในช่วงอายุเดียวกัน

       - เช่น การทดสอบทักษะทางภาษา การทดสอบทักษะทางสังคม

    4. การประเมินแบบพัฒนาการ (Developmental Assessment)

       - การประเมินที่คำนึงถึงพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย เช่น การประเมินพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม

       - อาจมีการใช้เครื่องมือประเมิน เช่น แบบประเมินพัฒนาการของเด็กที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากนักวิชาการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    4. การสอนแบบเบรนสตรอม (Brainstorming)

    การสอนแบบเบรนสตรอมในเด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยกระตุ้นการคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหา โดยเด็กจะมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นหรือแนวคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับหัวข้อที่กำลังเรียน

    **วิธีการใช้เบรนสตรอมในห้องเรียนปฐมวัย:**

    - สร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กสามารถพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างอิสระ

    - ใช้กิจกรรมที่กระตุ้นการคิด เช่น การถามคำถามที่ท้าทายหรือให้เด็กคิดในมุมมองที่หลากหลาย

    - สอนเด็กให้ฟังความคิดเห็นของเพื่อน ๆ และเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น




    นิทาน

     นิทานเงือกน้อยผจญภัย https://baby.kapook.com/view255432.html นิทานอีสป เรื่อง จิ้งจอกกับแพะ https://baby.kapook.com/view278059.html