Wednesday, February 5, 2025

การเรียนครั้งที่ 6



การเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองและการพัฒนาความสามารถในระหว่างการฝึกสอนเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต โดยการใช้กระดาษที่แบ่งช่อง 2 ช่อง ช่วยให้คุณสามารถสรุปและจัดการสิ่งที่คุณมีและสิ่งที่คุณต้องการพัฒนาได้อย่างชัดเจน

สรุปความรู้เพิ่มเติมจากการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง:

  1. ต้นทุนที่คิดว่าตนเองมี:

    • ทักษะการใช้เทคนิคการสอนโดยใช้นิทาน: การใช้เรื่องเล่าและนิทานในการสอนสามารถช่วยให้เด็กๆ เข้าถึงบทเรียนได้ง่ายขึ้น สร้างความสนุกสนานและกระตุ้นจินตนาการ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีในการสอนให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และเข้าใจเนื้อหามากขึ้น

  2. สิ่งที่ต้องหาเพิ่ม:

    • การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบอื่นๆ: นอกจากการใช้นิทานแล้ว คุณต้องเพิ่มทักษะในการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย การจัดกิจกรรมที่มีส่วนร่วมจากเด็กๆ หรือการใช้เทคนิคที่กระตุ้นการคิดวิเคราะห์ เช่น การตั้งคำถามหรือการจัดกิจกรรมกลุ่ม เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้จากหลายๆ วิธีและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

แนวทางการพัฒนาในช่วง 4-5 เดือน (ปี 4):

  • เพิ่มทักษะการใช้สื่อการสอนอื่นๆ เช่น วิดีโอ, เกมการศึกษา, หรือการใช้สื่อออนไลน์

  • พัฒนาทักษะการจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมจากเด็ก เช่น การตั้งคำถามที่กระตุ้นการคิด หรือกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

  • เรียนรู้การใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการและลักษณะการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน


 

Wednesday, January 29, 2025

การเรียนครั้งที่5




https://www.facebook.com/story.phpstory_fbid=10228654253603215&id=1291733539&rdid=bXjHNcIhP74KZo7a&dl_redirect=1#no_universal_links 

การเรียนออนไลน์ในวันนี้เรียนผ่าน Zoomเพื่อรักษาความปลอดภัยของทุกคนและยังสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเรียนในวันนี้เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนและการเชื่อมโยงกับความรู้เดิมของเด็กๆ เป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

การตั้งคำถามเพื่อรับรู้ความรู้เดิมของเด็กๆ เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการกระตุ้นการคิดและการเรียนรู้ของเด็กในหัวข้อที่กำลังสอน ตัวอย่างคำถามที่สามารถใช้เมื่อสอนเรื่องมะละกอเพื่อเข้าใจความรู้เดิมของเด็กๆ ได้แก่:

  1. "เคยเห็นมะละกอหรือเปล่า? มะละกอมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร?"
    คำถามนี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้สะท้อนถึงประสบการณ์ที่เคยพบเจอหรือเห็นเกี่ยวกับมะละกอ และสามารถนำไปสู่การอภิปรายเกี่ยวกับลักษณะของมัน

  2. "มะละกอสุกและมะละกอดิบต่างกันอย่างไร?"
    คำถามนี้กระตุ้นให้เด็กๆ เริ่มคิดถึงความแตกต่างระหว่างมะละกอสุกกับมะละกอดิบในด้านรสชาติ สี หรือการใช้ประโยชน์ ซึ่งจะช่วยเสริมความเข้าใจในลักษณะทางชีวภาพของผลไม้

  3. "ทำไมมะละกอมีสีเหลือง?"
    คำถามนี้ช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ ได้คิดถึงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนสีของผลไม้เมื่อสุก เช่น กระบวนการที่เรียกว่า "การสุก" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตสารสีจากการเปลี่ยนแปลงภายในผลไม้

  4. "ทำไมมะละกอถึงมีเมล็ดเยอะ?"
    คำถามนี้ช่วยให้เด็กๆ คิดถึงฟังก์ชันของเมล็ดในกระบวนการเจริญเติบโตของต้นมะละกอ และการที่มะละกอมีเมล็ดหลายเมล็ดเป็นกลยุทธ์ในการขยายพันธุ์

การตั้งคำถามเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กๆ คิดและเชื่อมโยงความรู้เดิมของตัวเองกับสิ่งที่เรียนรู้ในปัจจุบัน แต่ยังช่วยกระตุ้นการสำรวจและการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับโลกธรรมชาติรอบตัวพวกเขา.


 

Tuesday, January 14, 2025

การเรียนครั้งที่ 4



 การทำ Mapping สำหรับการจัดการเรียนการสอนในหน่วย "ยานพาหนะ" เป็นการสร้างแผนการสอนที่ชัดเจนและสามารถปรับใช้ได้ตามข้อเสนอแนะของอาจารย์หลังจากที่ได้รับการประเมิน ในการจัดทำแผนการเรียนรู้ตามแบบ Mapping นี้ เราจะทำการจัดกิจกรรมในแต่ละวันให้มีเนื้อหาที่หลากหลายและสอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็ก โดยจะรวมถึงการเลือกเนื้อหาที่จะสอน, วิธีการจัดการเรียนรู้, สื่อที่ใช้ และกิจกรรมเสริมที่เด็กจะได้ทำ

Tuesday, January 7, 2025

การเรียนครั้งที่ 3

 คลิปร้องเพลง


"แม่ไก่ ออกไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง
แม่ไก่ของฉันไข่ทุกวัน 1 วันได้ไข่ 1 ฟอง
                                2 วันได้ไข่ 2 ฟอง"
  • เพลงเด็กอนุบาล: เพลงสำหรับเด็กอนุบาลมักจะมีเนื้อเพลงที่สั้นๆ จังหวะสนุกสนาน และสามารถสอนคำศัพท์หรือแนวคิดต่างๆ เช่น สี, ตัวเลข, สัตว์, อารมณ์ และอื่นๆ เพลงเหล่านี้ช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางด้านการฟัง การพูด และการจำของเด็ก

  • ประเภทของเพลง:

    • เพลงสำหรับการเรียนรู้: เช่น เพลงเกี่ยวกับตัวอักษร, ตัวเลข, วันในสัปดาห์, สัตว์ เป็นต้น

    • เพลงเกี่ยวกับกิจกรรม: เช่น เพลงเกี่ยวกับการล้างมือ, การจัดเตียง, การช่วยเหลือเพื่อน

    • เพลงที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์: เช่น เพลงที่ใช้จินตนาการ เช่น "มด" หรือ "ผีเสื้อ"

    • เพลงเพื่อฝึกทักษะทางสังคม: เพลงที่ช่วยในการสร้างความร่วมมือและการแบ่งปันในกลุ่มเพื่อน

  • ประโยชน์ของเพลงในระดับอนุบาล:

    • พัฒนาทักษะการฟังและพูด: เพลงช่วยให้เด็กฝึกการฟังและการพูด พร้อมเรียนรู้คำศัพท์ใหม่

    • พัฒนาความจำ: เพลงช่วยให้เด็กจำคำศัพท์หรือบทเรียนต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

    • พัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม: เพลงสามารถช่วยเด็กในการแสดงออกทางอารมณ์และสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ

    • ส่งเสริมการเคลื่อนไหว: เพลงมักมีการเคลื่อนไหวประกอบซึ่งช่วยพัฒนากล้ามเนื้อและการประสานงานระหว่างสมองและร่างกาย


  • Tuesday, December 17, 2024

    การเรียนครั้งที่ 2


    การพัฒนาเด็กให้มีศักยภาพทั้ง 4 ด้านเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีทักษะชีวิตที่สมบูรณ์และสามารถเผชิญกับความท้าทายในชีวิตได้อย่างมีความสุขและสำเร็จ โดยทั่วไปแล้ว การพัฒนาเด็กสามารถแบ่งเป็น 4 ด้านหลักๆ ได้แก่

     1.ด้านร่างกาย (Physical Development)

    การพัฒนาทักษะทางร่างกาย การฝึกทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน เช่น การวิ่ง กระโดด ปีนป่าย การจับของต่างๆ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความคล่องแคล่ว และการพัฒนากล้ามเนื้อทั้งใหญ่และเล็ก

     การดูแลสุขภาพ ส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยการรับประทานอาหารที่ดี การนอนหลับอย่างเพียงพอ และการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและพร้อมที่จะเรียนรู้

     2.ด้านอารมณ์และจิตใจ (Emotional and Psychological Development)

    การเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง การให้กำลังใจเด็กในทุกๆ ความพยายามและความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในการแสดงออกและกล้าคิดค้นสิ่งใหม่ๆ

    การฝึกควบคุมอารมณ์ เด็กควรได้รับการสอนวิธีจัดการกับอารมณ์ เช่น การควบคุมอารมณ์โกรธ ความกลัว หรือความเศร้า เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการกับความรู้สึกต่างๆ ได้ดีในสถานการณ์ต่างๆ

    การพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคม การเรียนรู้การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มเพื่อน การแสดงออกถึงความรักและการช่วยเหลือกัน

     3. ด้านสติปัญญา (Cognitive Development)

      การพัฒนาทักษะการคิด การส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ เช่น การเล่นที่กระตุ้นให้คิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การตั้งคำถาม

       การเรียนรู้และทักษะการอ่านเขียน การพัฒนาเด็กให้มีทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ การอ่าน การเขียน และการคำนวณ ซึ่งจะช่วยให้เด็กเตรียมตัวสำหรับการเรียนในระดับที่สูงขึ้น

       การส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์ การให้เด็กได้ทดลองเรียนรู้จากการทำสิ่งต่างๆ เช่น การเล่นในกิจกรรมต่างๆ ที่กระตุ้นให้เด็กได้คิดและพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยตนเอง

     4.ด้านสังคม (Social Development)

      การฝึกทักษะทางสังคม ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้การสื่อสารที่ดี การร่วมมือกับผู้อื่น การแบ่งปัน การทำงานเป็นทีม และการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น

    การสอนมารยาทและความรับผิดชอบ การให้เด็กเรียนรู้ความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางสังคม เช่น การขอโทษเมื่อทำผิด การขอบคุณเมื่อได้รับสิ่งดีๆ

    การเสริมสร้างความเข้าใจในความหลากหลาย: สอนให้เด็กเคารพความแตกต่างของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เชื้อชาติ หรือวัฒนธรรม เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีความเข้าใจและสามารถปรับตัวในสังคมได้ดี

     การบูรณาการทั้ง 4 ด้านเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต:

    การพัฒนาเด็กที่มีศักยภาพทั้ง 4 ด้านนี้จะช่วยให้เด็กเติบโตเป็นบุคคลที่มีทักษะชีวิตที่สมบูรณ์และพร้อมเผชิญกับโลกในทุกๆ ด้าน โดยสิ่งสำคัญคือการบูรณาการการพัฒนาเหล่านี้เข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การส่งเสริมให้เด็กๆ ทำกิจกรรมที่กระตุ้นทั้งร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และสังคม เช่น การเล่นเกมที่ต้องใช้การคิด วิเคราะห์ ทำงานเป็นทีม และยังมีการฝึกควบคุมอารมณ์ในระหว่างกิจกรรม ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาได้อย่างครบถ้วนในทุกๆ ด้าน

    การพัฒนาเด็กให้มีศักยภาพทั้ง 4 ด้านนี้จะช่วยให้เด็กๆ กลายเป็นคนที่มีทักษะชีวิตที่ดี และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จค่ะ




    Tuesday, December 10, 2024

    การเรียนครั้งที่1

     การสอนแบบเบรนสตรอม

    การเรียนรู้แบบบูรณาการ พัฒนาการในการแต่ละด้าน เนื้อหาสาระ 

    พัฒนาการมาประเมินเหมาะสมและสอดคล้องและตรงกับที่เด็กทำได้

     1. การเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated Learning)

    การเรียนรู้แบบบูรณาการหมายถึง การเชื่อมโยงความรู้จากหลายสาขาวิชาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่หลากหลายและสมบูรณ์ การเรียนรู้ในลักษณะนี้จะช่วยให้เด็กสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ต่างๆ เช่น การรวมเอาความรู้จากวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ หรือภาษามาประยุกต์ใช้ร่วมกันในกิจกรรมต่างๆ

    ตัวอย่างการเรียนรู้แบบบูรณาการสำหรับเด็กปฐมวัย

    - การเรียนรู้เรื่อง "ต้นไม้" สามารถผสมผสานการเรียนรู้จากหลายด้าน เช่น การศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (การเจริญเติบโตของต้นไม้), การเรียนรู้ด้านศิลปะ (การวาดรูปต้นไม้), และการใช้คณิตศาสตร์ (การนับใบหรือจำนวนต้นไม้)

    - การเรียนรู้เกี่ยวกับ "สัตว์" อาจเชื่อมโยงกับการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ วิทยาศาสตร์ (ลักษณะของสัตว์) และการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม (สัตว์ในธรรมชาติ)

     2. พัฒนาการในแต่ละด้าน (Child Development Areas)

    เด็กในวัยปฐมวัย (3-6 ปี) จะมีการพัฒนาในหลายๆ ด้าน ซึ่งในแต่ละด้านจะมีจุดมุ่งหมายที่ช่วยให้เด็กเติบโตไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์และมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่ดีขึ้น

    **พัฒนาการที่สำคัญในเด็กปฐมวัย:**

    1. ด้านร่างกาย (Physical Development)

       - พัฒนาการด้านร่างกายในเด็กจะเห็นการเติบโตของระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และประสาท

       - เด็กจะเริ่มมีทักษะในการทำกิจกรรมทางกาย เช่น การวิ่ง กระโดด ขี่จักรยาน

       - การประสานงานระหว่างมือและตาจะดีขึ้น เช่น การใช้มือจับปากกาหรือทำงานศิลปะ

    2. ด้านสติปัญญา (Cognitive Development)

       - พัฒนาการทางความคิดและความเข้าใจ เริ่มจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านการสัมผัสและการสำรวจ

       - เด็กจะเริ่มคิดอย่างมีเหตุผล และสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้เข้ากับชีวิตประจำวันได้

       - พัฒนาการทางภาษาก็เป็นส่วนหนึ่งในด้านนี้ โดยเด็กจะเริ่มพูดเป็นประโยคยาวๆ และเข้าใจการใช้คำ

    3. ด้านอารมณ์และสังคม (Emotional and Social Development)

       - เด็กจะเริ่มเข้าใจอารมณ์ของตัวเองและของผู้อื่น เช่น การแสดงความรัก ความสุข หรือความโกรธ

       - เด็กเรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การแชร์ การเล่นร่วมกัน และการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

       - เริ่มพัฒนาความมั่นใจในตัวเองและการจัดการกับความเครียด

    4. ด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบ (Moral and Responsibility Development)

       - เด็กเริ่มเรียนรู้เรื่องของความถูกต้องและความผิด การทำสิ่งที่ดี เช่น การช่วยเหลือผู้อื่น

       - มีการเรียนรู้เรื่องของการตัดสินใจและผลที่เกิดจากการกระทำ

     3. การประเมินพัฒนาการของเด็ก (Child Development Assessment) 

    การประเมินพัฒนาการของเด็กในวัยปฐมวัยจะช่วยให้เราทราบถึงความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละด้านและจะช่วยให้ครูหรือผู้ดูแลสามารถวางแผนการสอนที่เหมาะสมต่อพัฒนาการของเด็กได้

    **วิธีการประเมินพัฒนาการของเด็ก:**

    1. การสังเกต (Observation)

       - เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการประเมินพัฒนาการของเด็ก โดยการสังเกตพฤติกรรมและกิจกรรมที่เด็กทำ

       - ครูสามารถใช้สมุดบันทึกหรือแบบประเมินเพื่อบันทึกการกระทำของเด็กในแต่ละวัน

    2. การประเมินผ่านกิจกรรม (Activity-Based Assessment)

       - ใช้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น การทำงานศิลปะ การเล่นเกม การร้องเพลง

       - สังเกตว่าเด็กสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีแค่ไหน และแสดงความคิดสร้างสรรค์อย่างไร

    3. การประเมินแบบเชิงเปรียบเทียบ (Norm-Referenced Assessment)

       - ใช้การประเมินเพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการของเด็กกับเด็กในกลุ่มเดียวกันในช่วงอายุเดียวกัน

       - เช่น การทดสอบทักษะทางภาษา การทดสอบทักษะทางสังคม

    4. การประเมินแบบพัฒนาการ (Developmental Assessment)

       - การประเมินที่คำนึงถึงพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย เช่น การประเมินพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม

       - อาจมีการใช้เครื่องมือประเมิน เช่น แบบประเมินพัฒนาการของเด็กที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากนักวิชาการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    4. การสอนแบบเบรนสตรอม (Brainstorming)

    การสอนแบบเบรนสตรอมในเด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยกระตุ้นการคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหา โดยเด็กจะมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นหรือแนวคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับหัวข้อที่กำลังเรียน

    **วิธีการใช้เบรนสตรอมในห้องเรียนปฐมวัย:**

    - สร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กสามารถพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างอิสระ

    - ใช้กิจกรรมที่กระตุ้นการคิด เช่น การถามคำถามที่ท้าทายหรือให้เด็กคิดในมุมมองที่หลากหลาย

    - สอนเด็กให้ฟังความคิดเห็นของเพื่อน ๆ และเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น




    นิทาน

     นิทานเงือกน้อยผจญภัย https://baby.kapook.com/view255432.html นิทานอีสป เรื่อง จิ้งจอกกับแพะ https://baby.kapook.com/view278059.html